[fic the avengers,thor] [lokixthor] love and pain part 1

posted on 14 Jul 2012 15:44 by nh2dpun directory Fiction

Title: love and pain

Author: nhdpun

Fandom: Marvel (Thor, The Avengers)

Pairing: Lokixthor

Rating: PG-13

Author's Notes: คู่นี้ไม่ค่อยมี หายาก แต่ก็ชอบจิ้นเหมือนกัน เลยเขียนเองซะเลย ปกติแล้วผมชอบแบบไม่กำหนดตายตัวเท่าไหร่ เพราะมันลุ้นดี ก็เลยพยายามเขียนออกมาให้แมนทั้งคู่ ไม่งุ้งงิ้งเกินไปจนเกินหล่อ อนึ่ง ชื่อเรื่องโคตรสิ้นคิด แต่ก็คิดไม่ออกแล้ว เปิดมาแบบไม่มีที่มาที่ไป และจบแบบงงๆ ใครอ่านแล้วไม่เข้าใจผมก็ต้องขอโทษด้วยนะครับ แต่งเพื่อสนองนี้ดเฉยๆ อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณทุกท่านที่หลงเข้ามาอ่านนะครับ

ปล. ภาพประกอบง่อยมาก แต่ก็อยากใส่ ฮ่าๆๆๆๆๆ

 

 

Love and pain

            ข้าไม่รู้ว่าข้าถูกล่ามแบบนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ มันอาจจะเมื่อเร็วๆ นี้ หรืออาจจะนานมากแล้ว...

           

           ข้าเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินมา ในห้องขังที่ทั้งมืด ชื้นและเหม็นอับ ข้าไม่อาจขัดขืนหรือหนีออกไปได้ ด้วยโซ่ที่พันธนาการข้าอยู่นั้นดูเหมือนจะเป็นโซ่เวทมนตร์ ข้ารู้สึกไร้เรี่ยวแรงแม้ว่าข้าจะสมบูรณ์แข็งแรงดี เสียงฝีเท้าหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องขัง แล้วมันก็ถูกเปิดออกโดยคนที่ข้ารู้จักดี

           

คนที่ข้าเรียกว่า น้องชาย

           

            แม้ประตูห้องขังจะเปิดออก แต่แสงสว่างก็ยังน้อยเกินไปที่จะเห็นโลกิได้ถนัดตา ทว่าในความมืดทึม ข้าเงยหน้าขึ้น พอจะมองเห็นความยุ่งเหยิงจากเสื้อผ้าอาภรณ์ และผมเผ้าที่ไม่เป็นระเบียบนั้น ข้าไม่เห็นแววตาของเขา เพราะดูเหมือนเขาจะหลับตาอยู่

           

           “มีอะไร...” ข้ารู้สึกแปลกใจกับเสียงแหบพร่าที่เปล่งออกมาจากปากอันแห้งผากของข้า นี่ข้ายังมีเสียงอยู่หรือนี่

           

           “เปล่า” โลกิพูดห้วนๆ เขาลืมตาแล้ว ในแววตานั้นเต็มไปด้วยความหงุดหงิด เหมือนกับว่าแผนการบางอย่างของเขาไม่สำเร็จ “...ข้ามาดูว่าเจ้าตายหรือยังแค่นั้นแหละ”

           

           ข้าอยากถามเหลือเกินว่า...ข้าถูกจับมาล่ามโซ่ตั้งแต่ตอนไหน แต่ข้าก็ไร้อารมณ์เกินกว่าจะพูดอะไรทั้งนั้น โลกิยืนบิดไปมาอยู่ที่หน้าประตู ปลายเท้าหันมาหาข้าบ้าง หันออกไปที่ทางเดินบ้าง แสดงให้เห็นว่าเจ้าตัวกำลังลังเลอยู่ มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น เหมือนกับว่าเขาต้องเลือกระหว่างสิ่งนั้นกับข้า

           

            “ดูเหมือนเจ้าจะร้อนใจ...” ข้าอดพูดไม่ได้ แม้ว่าตัวเองจะไร้เรี่ยวแรงเพียงใดก็ตาม โลกิไม่ตอบ ข้าไม่เห็นว่าเขาทำสีหน้าอย่างไรเพราะข้าก้มหน้าอยู่ สภาพของข้าคือนั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้นชื้นแข็ง และแขนสองข้างก็ถูกรั้งออกไปด้านข้าง พันธนาการอย่างแน่นหนาด้วยโซ่เวทมนตร์ ดังนั้นข้าจึงเห็นแต่ช่วงตั้งแต่แข้งถึงเท้าของโลกิ ไร้คำตอบจนกระทั่งปลายเท้านั้นหายไปจากสายตา และประตูห้องขังก็ได้ปิดลง

           

             โลกิจับข้ามาเพื่อการใดกัน?

 

 --------------------------------------

           

            ทุกอย่างมันผิดเพี้ยน วุ่นวายไปหมด! ข้าเม้มปากอย่างสะกดกลั้นอารมณ์ กองทัพก็ไม่มี พลังก็ไม่เพียงพอ หนำซ้ำแผนที่วางไว้ยังจะล้มเหลวไปหมด เพราะความใจร้อนของข้าเอง ตอนนี้ข้าติดอยู่ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งในโยธันไฮม์ ข้าก็ไม่รู้ว่าส่วนไหนเพราะแผนที่เพิ่งจะเสียหายไป แต่ดูเหมือนที่นี่จะเป็น...ปราสาทเก่า มีหอคอย ป้อมปราการ ห้องหับต่างๆ และห้องใต้ดิน แค่นี้ก็พอจะที่คุ้มหัวข้าได้ในตอนนี้แล้ว

           

           ในนี้เป็นห้องที่ข้าใช้หลับนอน ข้าปัดกวาดทำความสะอาดให้พอนอนได้แล้ว ที่กลางห้อง เป็นส่วนที่ข้าใช้กองอุปกรณ์ต่างๆ ที่ข้าใช้ดำเนินแผน แผนของข้าเป็นยังไงน่ะเหรอ ไม่จำเป็นต้องรู้หรอก ตอนนี้มันพังไปแล้ว ไม่สิยังไม่พัง แค่ยังใช้ตอนนี้ไม่ได้เท่านั้น แต่พวกเจ้าหลายคนอาจจะสงสัย ว่าธอร์มาได้ยังไงและทำไมถึงถูกล่ามไว้ มันเป็นอุบัติเหตุ ไม่สิ ก็เหมือนกับทุกทีนั่นแหละ เขาตามข้ามาเพราะข้าไปก่อเรื่องไว้ และปกติข้าต้องหนี แต่คราวนี้ข้าเตรียมพร้อมไว้แล้ว โซ่เวทมนตร์นั่นจะริดรอนพลังของธอร์ ขอแค่ธอร์มาแตะ เขาก็จะกลายเป็นแค่ผักต้มบนจานทองทันที แต่ถึงแม้ว่าธอร์จะโดนเก็บไปแล้ว แผนการที่ล้มเหลวไปก็ใช่ว่าจะได้กลับคืนมาในทันที

           

            ข้ารู้สึกหมดเรี่ยวแรงอย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะล้มตัวลงนอนบนฟูกเก่าๆ แข็งๆ ปกติแล้วข้าเนี้ยบตั้งแต่โคนผมจรดปลายเท้า แต่ช่วงนี้ข้ารู้สึกล้าเกินกว่าจะมาดูแลตัวเอง กระปุกเจลแต่งผมก็กลิ้งโคโล่อยู่ที่กองอุปกรณ์ กระจกก็...กระจกหายไปไหนนะ ข้าลุกขึ้นจากฟูกคลานไปที่กองของระเกะระกะ ค้นหากระจกอยู่ครู่หนึ่งก่อนอะไรบางอย่างจะวาบขึ้นในหัว อ๋อ...ข้าไม่ได้เอากระจกมากองรวมกับของพวกนี้หรอก มันติดอยู่ที่ผนังโน่น ข้าลุกขึ้นเดินไปที่กระจกขนาดเท่าฝ่ามือ

           

              อ๋อ เปล่า ข้าไม่ได้จะถามกระจกว่าใครงามเลิศในปฐพีหรอกนะ ก็ในเมื่อบริเวณปฐพีที่ข้ายึดอยู่นี้ มีแต่ข้าคนเดียวที่จัดว่าสวย ยังจะต้องถามอะไรอีกล่ะว่าใครสวยที่สุด แต่ถ้าเรื่องผมล่ะก็ไม่แน่ กระจกคงจะตอบทันควันว่าธอร์เป็นแน่แท้...

           

             แต่ที่ข้าเห็นในกระจก เป็นอดีตหนุ่มหล่อ... ...ข้าไม่ชอบคำว่าสวยน่ะ ยังไงข้าก็ผู้ชาย ทำไมเจอแต่ผิวหมองคล้ำล่ะเนี่ย ใต้ตาดำ ปากแห้ง ผมยุ่งเหยิง สภาพนี้มัน...

           

 รับไม่ได้!

         

             ข้าหมุนตัวกลับไปที่ฟูกเก่าๆ ก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งชันเข่าเอาหน้าผากกระแทกหัวเข่าตัวเอง เท่าที่ข้าได้คำนวณไว้แล้ว การฟื้นฟูพลังและแผนการใช้เวลาค่อนข้างนานพอสมควร แต่มันไม่ใช่ปัญหา ข้าทำได้สบายอยู่แล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่ของบางอย่างที่ข้าทำยังไงก็ขยับเขยื้อนเคลื่อนที่มันจากที่เดิมไม่ได้สักที ข้าเงยหน้าขึ้น ‘ปัญหา’ มันอยู่นิ่งที่มุมห้อง ตรงนั้นหลังคาโหว่เป็นรูกว้างเพราะการปรากฏตัวอันอลังการงานพินาศของธอร์ และที่ตรงนั้น ไม่ใช่แค่หลังคาที่โหว่ ที่พื้นก็แตกร้าว พื้นหินพลิกกระจัดกระจายไปทั่ว เพราะยอว์เนียร์ ค้อนที่รักของธอร์ กระแทกลงกับพื้นเต็มๆ แรง ตอนที่ธอร์โดนฤทธิ์ของโซ่เวทมนตร์จนจับค้อนไม่อยู่

           

            มันเป็นปัญหายังไงน่ะเหรอ ก็ตรงที่ข้าอยากใช้มันให้ได้ใจจะขาด แต่ยอว์เนียร์ก็ไม่ตอบสนองข้าเลย บางคราวมันดูราวจะคร่ำครวญหานายของมันที่อยู่ในคุกใต้ดินอย่างไรก็ไม่รู้ แต่นั่นข้าอาจจะคิดไปเองเพราะอยู่ตัวคนเดียวมานานก็เป็นได้... ก็ไม่เชิงอยู่ตัวคนเดียวเท่าไหร่ แค่ธอร์อยู่ใต้ดินเท่านั้นแหละ

           

            ข้าถอนหายใจ แล้วลุกขึ้นเดินไปที่กองข้าวของที่ระเกะระกะ ได้เวลาจัดการแล้ว

 

--------------------------------------


            ข้าคงจะนั่งนับเม็ดกรวดบนพื้นอย่างไม่รู้เดือนรู้ตะวันต่อไป หากประตูห้องขังไม่เปิดออก ข้าเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง เดาว่าเวลาคงผ่านไปสักระยะได้แล้ว เพราะโลกิที่ยุ่งเหยิงเมื่อครั้งสุดท้ายที่เจอกัน ตอนนี้กลับมาเฉิดฉายเจิดจรัสอีกครั้งหนึ่งแล้ว

           

             “เจ้าจับข้ามาทำไม...” เจอหน้าทีก็ถามที แถมไม่ค่อยจะได้คำตอบ ก็ไม่รู้ว่าจะถามทำไมเหมือนกัน แต่รู้สึกว่าถ้าไม่พูดเลย ตัวเองจะลืมวิธีพูดเอา

           

            “ข้ามาบอกลาเจ้าเท่านั้นแหละ” โลกิพูดเรียบๆ ข้ารู้สึกใจหายกับคำพูดนั้น นี่หมายความว่าอะไรกัน ข้าจะถูกทิ้งแต่ลำพังไว้ที่นี่เหรอ ที่ที่ข้าไม่รู้จักเนี่ยนะ

           

            “เจ้าไม่ได้จะฆ่าข้าเหรอ...”

           

            “ถ้าข้าจะทำ ข้าทำไปนานแล้ว”

           

            ...เออ แล้วมันจะล่ามข้าไว้ทำไมกัน...ถ้าไม่ได้ฆ่า ทรมานเล่น หรือเพื่อไว้ใช้งานทีหลังน่ะ...

           

            “...ข้ารู้ การอยู่คนเดียวมันทรมาน...” โลกิพูดเสียงเศร้า ข้าตกใจมากยิ่งกว่าเดิม “...เพราะงั้นนะธอร์ อยู่คนเดียวให้สนุกนะ” พูดจบโลกิก็หมุนตัวชายเสื้อสะบัดพรึ่บเดินจากไป แม้แต่ประตูคุกก็ไม่ปิดให้ ข้าอ้าปากค้าง เป็นครั้งแรกที่ข้ารู้สึกไปไม่ถูกขนาดนี้...

           

            ข้าใช้เวลาครู่หนึ่งในการทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ เป็นพวกเจ้าจะงงไหมล่ะ ที่จู่ๆ ก็มีคนเข้ามาพูดอะไรไม่มีความหมาย แล้วจู่ๆ ก็ทิ้งหนีหายไป แต่ปกติแล้วโลกิต้องพล่ามๆ อะไรที่ชั่วร้ายๆ แล้วค่อยทิ้งท้ายให้รู้สึกกลัวๆ หรือกังวล หรือไม่งั้นก็พล่ามแบบตัดพ้อ น้อยอกน้อยใจอะไรของมัน ก่อนจะไปไม่ใช่เหรอ

           

             หรือว่ามันกินยาผิด หรือหัวกระแทกพื้นตอนตื่นขึ้นจะลุกไปห้องน้ำแล้วหกล้ม โอ๊ย! จะอะไรก็ช่างเหอะ แต่ทำแบบนี้มันไม่ถูกต้องนะว้อย ตามปกติแล้วต้องไม่ใช่แบบนี้สิ กลับมาพล่ามก่อน แล้วค่อยไปได้ไหม ข้าพยายามดิ้น เป็นครั้งแรกที่ข้าจะต่อต้านโซ่เวทไร้เทียมทานนี้อย่างโง่ๆ

           

             ข้าดิ้น บิดแขน ทำทุกอย่างที่จะทำให้โซ่นี่หลุด หรือแขนของตัวเองเป็นอิสระ แต่ยิ่งทำก็ยิ่งเจ็บเสียเอง

           

             “ว้ากกกกกก!!! ข้าตะโกนพลางกระชากสุดแรง ปลายโซ่ที่ฝังอยู่กับผนังหลุดออกมา ดึงเอาผนังออกมาด้วยส่วนหนึ่ง ข้าสะบัดโซ่ออกจากแขน วิ่งออกไปที่ทางเดิน แล้วก็วิ่ง วิ่งขึ้นไป ขึ้นไปจนถึงชั้นบน พลางยื่นมือออกไป

           

             “ยอว์เนียร์!” ข้าตะโกน สิ้นคำก็รู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ก่อตัวขึ้น มีเสียงโครมครามจากการลอยทะลุสิ่งกีดขวางของยอว์เนียร์ดังไปทั่ว แล้วค้อนประจำกายข้าก็ทะลุผนังชั้นสุดท้าย พุ่งมาหาข้าด้วยความเร็ว มือข้ากำลังจะสัมผัสกับอาวุธคู่ชีพ แต่จู่ๆ ข้าก็หงายหลัง ล้มลงไปไม่เป็นท่า รู้สึกเจ็บที่ลำคอ ส่วนยอว์เนียร์ที่พลาดมือไปก็พุ่งไปกระแทกกับผนังด้านหลังพังทลาย ก่อนจะหล่นตุ้บลงไปฝังตัวบนพื้นอีกครั้ง ข้ายกมือขึ้นคลำที่ลำคอ และพบว่ามีโซ่เส้นเขื่องรัดรอบคออยู่ ปลายโซ่นั้นถูกรวบขึ้นไป มันอยู่ในมือของคนที่ข้าเข้าใจว่าทิ้งข้าไปแล้วจริงๆ ซึ่งแอบโผล่มาอยู่ด้านหลังข้าตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

           

              “เคยได้ยินไหม ที่มิดการ์ดบางแห่ง ก็มีประเพณีเชือดวัวควายถวายเทพก่อนออกไปทำศึกสงคราม” โลกิพูดยิ้มๆ ก่อนจะหมุนโซ่ให้รัดคอข้าแน่นขึ้น ข้าเจ็บ แต่มันยังไม่เพียงพอที่จะหยุดข้า ข้าแก้ท่าออกจากโซ่ แต่ยังไม่เรียกยอว์เนียร์มาเผื่อโลกิยังมีลูกเล่นอะไรอยู่อีก

           

              “ข้าเป็นวัวควายให้เจ้าเชือดเหรอ” ข้าถาม ไม่ได้รู้สึกเศร้าเสียใจอะไร กลับกัน ในอกข้ากำลังร้อนรุ่มไปด้วยไฟแห่งความกระสันอยากต่อสู้ กล้ามเนื้อทุกมัดกำลังร่ำร้อง บ่งบอกว่าอยากออกกำลังเพียงใด

 

             “ก็...นะ แล้วแต่จะคิด” โลกิยักไหล่ ข้ากวาดตามองโลกิเร็วๆ รอบหนึ่งเพื่อประเมินสถานการณ์ ไม่รู้ว่าถูกขังนานเท่าไหร่ตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่เจอกัน แต่ท่าทางโลกิจะมีแผนการใหม่แล้ว และคงจะสละที่นี่ทิ้งเพื่อไปดำเนินตามแผน ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังอยากพาโลกิกลับบ้านด้วยอยู่ดี คราวนี้แค่ทำให้สลบแล้วพากลับบ้านก็พอ แต่คงต้องฟาดกันแรงหน่อยล่ะ ดูท่าโลกิจะชอบความเจ็บปวดซะด้วย หลังจากไล่จับกันมานานก็พอจะรู้บ้างลางๆ ว่าโลกิมีรสนิยมที่ค่อนข้างจะแปลกกว่าคนอื่นนิดหน่อย ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่ข้าชอบ ข้าเลยไม่สนใจ ถ้าโลกิอยากได้ข้าก็จัดให้ แต่วันนี้มันมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไป เหมือนมันไม่ใช่อย่างทุกทีเวลาที่เล่นไล่จับกัน อะไรกันนะ...อ้อ...

           

            “นี่เจ้า ใช้โซ่เป็นอาวุธเหรอ?” ข้าเพิ่งสังเกตเห็น

           

            “ข้าว่ามันเท่ดี แต่ใช้ชั่วคราวน่ะ” โลกิตอบหน้าตาย

           

            “เจ้าใช้เป็นเหรอ” ข้าไม่อยากจะเชื่อ ทำไมจู่ๆ โลกิก็ทำตัวเป็นพวกนิยมเห็นคนอื่นเจ็บปวดซะเองแบบนี้ล่ะ...

           

           “ใช้ไม่เป็นจะถือทำไบฟรอส์ทเหรอ” โลกิสวนกลับ ไม่ทันได้ตั้งตัว ข้าก็โดนฟาดกระเด็น ข้าไม่สนว่าทำไมโดนโซ่ฟาดกระเด็นได้ ข้าสนแต่ว่า ตอนนี้ ข้าจะไม่เป็นวัวควายให้โลกิเชือดเอาฤกษ์ยามก่อนออกศึกแน่ ถึงข้าจะไม่ใช่คนฉลาดอะไรนัก แต่ก็พอจะดูออกว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไง

           

           “ดูเจ้าจะไม่เร่งรีบนะน้องข้า แผนการของเจ้าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนสินะ”

           

           “ข้าไม่ใช่น้องเจ้า! แล้วก็ข้าเผื่อๆ เวลาไว้ทำอะไรหลายอย่าง อย่างตอนนี้เป็นต้น” โลกิตอบ เขาควงโซ่ เหวี่ยงโซ่ได้คล่องแคล่วมากจนข้าอดแปลกใจไม่ได้ แล้วข้าก็เพิ่งสังเกตเห็น ว่าโซ่ที่ใช้พันธนการข้าก็เลื้อยขึ้นมาจากคุกใต้ดิน มาผสานรวมกันกับโซ่ที่โลกิใช้อยู่ ถ้าเป็นแบบนี้ก็ต้องระวังตัวมากขึ้น และคงสู้ด้วยโดยไม่ใช้อาวุธไม่ได้ ข้าเรียกยอว์เนียร์มา เตรียมพร้อมที่จะสนองความต้องการของทั้งสองฝ่าย เจ้าอยากสู้ ข้าก็อยากสู้ มาสู้กันให้สิ้นชีพไปข้างเถอะ!

           

            โลกิเข้ามาโจมตีข้าก่อน เขาใช้โซ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกอย่างหนึ่งคือข้าต้องคอยระวัง ไม่ให้สัมผัสกับโซ่โดยตรง เพราะไม่เช่นนั้นพลังของข้าก็จะลดฮวบ ข้าสู้ได้ไม่ค่อยเต็มที่นัก แต่ก็ไม่เหนือบ่ากว่าแรง กำลังข้ามีมากกว่า และข้าก็ซัดโลกิกลับไปจนเสียหลักได้หลายครั้ง เพราะสภาพสนามต่อสู้ด้วยแหละ ในโถงทางเดินที่ต่อจากประตูทางเข้าคุกใต้ดิน ทางเดินอาจจะกว้างก็จริงแต่ก็จำกัดพื้นที่เกินไปสำหรับโซ่ กระนั้น โซ่นั่นก็ยังทำหน้าที่อื่นนอกจากโจมตีได้อีก มันปัดป้องการจู่โจมของข้า และข้าก็ถูกมันฟาดจนต้องถอยอีกครั้ง

           

             ถ้าเพียงแต่ข้าจะจับมันได้ ทุกอย่างก็จบ ข้าจะแค่กระชากทั้งโซ่ทั้งโลกิเข้ามาหา แล้วจัดการมัดโลกิด้วยโซ่ของตัวเองซะ

           

             ข้าก็ทำได้แค่คิด เพราะตอนนี้ข้าต้องรับมากกว่าจะรุกได้ และดูเหมือนโลกิจะไม่ได้เอาจริงเท่าไหร่ เหมือนอีกฝ่ายแค่หยอกข้าเล่นเท่านั้น

           

             “เจ้าไม่เอาจริงนี่ โลกิ” ข้าทักท้วง ทำแบบนี้ได้ยังไง มันหยามกันชัดๆ

           

             “ถ้าข้าเอาจริง เจ้าก็สู้ข้าไม่ได้หรอกธอร์” โลกิตะโกน ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันตรงกันข้ามกัน แต่ข้าก็รู้สึกไม่ชอบใจคำพูดนั้นเอาซะเลย

           

             ดูเหมือนคำท้วงข้าจะได้ผล การโจมตีหนักหน่วงขึ้น และมันเริ่มจะวินาศสันตะโรมากขึ้น ทั้งข้าทั้งโลกิต่างก็ประเคนกำลังใส่กันจนทางเดินเริ่มพินาศ หลายครั้งที่เป็นทีของโลกิ และนี่ก็เป็นทีของข้า ข้าเข้าประชิดเขา ก่อนจะฟาดค้อนใส่อย่างแรง แรงมากจนโลกิกระเด็นทะลุกำแพงออกไปไกล ข้าพุ่งในแนวระนาบตามไป เรายังอยู่ในบริเวณปราสาทอยู่ โลกิลุกขึ้นได้ ข้ากลับตัวหมายจะถีบเขาให้ล้มคว่ำอีกที แต่โลกิก็ไวพอที่จะหนีพ้น แล้วเขาก็วิ่งออกไปทางหน้าปราสาท ข้าที่ดิ่งลงพื้นวืดจึงวิ่งตามไป

           

            เราวิ่งออกมาที่ลานหน้าปราสาท สภาพรอบข้างทำให้ข้าได้รู้เสียทีว่าข้าอยู่ที่ไหน เป็นโยธันไฮม์ แต่ไม่ใช่บริเวณที่ข้ารู้จัก ปราสาทนี่ก็เช่นกัน ราวกับเป็นปราสาทของพวกมนุษย์มากกว่าจะเป็นของยักษ์น้ำแข็ง ข้าสนใจแค่นี้ แล้วพุ่งเข้าห้ำหั่นกับโลกิอีกครั้ง ด้วยสภาพสนามที่กว้างขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพของโซ่เพิ่มมากขึ้น ข้าเริ่มมีแผลจากโซ่บ้างแล้ว แต่โลกิที่โดนข้าฟาดเข้าจังๆ ดูจะบาดเจ็บกว่าข้าเยอะ ทั้งอย่างนั้น กลับยังเคลื่อนไหวได้ไหลพลิ้ว จนแทบไม่รู้ว่าบาดเจ็บ หากใบหน้าสวยนั่นไม่แลดูซีดๆ น่ะนะ

           

            นี่ข้าคิดว่าโลกิสวยเหรอ

           

            ชั่ววิที่ข้าชะงัก โซ่มรณะก็พันรอบแขนข้า ข้าตกใจเพราะมันอาจเป็นโซ่เวทมนตร์นั่นก็ได้ หากแต่ไม่ใช่ ข้ายังมีกำลังอยู่ ข้าจึงพลิกข้อมือจับสายโซ่ไว้ แล้วกระชากทั้งโซ่ทั้งคนใช้เข้ามา ข้าเกร็งกล้ามเนื้อแขนเตรียมรับกับร่างที่ปลิวมาหาด้วยความเร็ว เมื่อร่างมาถึงในระยะมือ ข้ากลับสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่า โลกิหายตัวไปต่อหน้าต่อข้า มีเพียงโซ่เท่านั้นที่พุ่งมา

           

            “เจ้าติดกับแล้ว” เสียงของโลกิดังขึ้นด้านหลัง ไม่ทันได้หันกลับไปมอง เรี่ยวแรงทั้งหมดก็หายวับราวถูกสูบออกไป เข่าข้ากระแทกกับพื้นอย่างแรงตั้งแต่ตอนไหนข้าก็ไม่ทันรู้สึกตัว

           

            “โซ่เวทมันไม่เหมาะจะใช้ต่อสู้ ธอร์” โลกิพูดเสียงนุ่ม ขณะเดินอ้อมมาด้านหน้าข้า ข้ารู้สึกว่า...ข้าน่าจะถูกโซ่พันรอบคอและแขนสองข้างที่ถูกจับไขว้หลังไว้ ล่ามข้าไว้ด้วยท่าทางที่ขัดขืนไม่ได้เสียด้วยสิ “แต่ข้าทำให้เจ้าเห็นว่ามันมาผสานกับโซ่อาวุธของข้า เพราะเจ้าจะวังโซ่มากขึ้น จนต่อสู้ไม่สะดวก ตอนนี้เจ้าแพ้แล้วและข้าชนะ” โลกิมาหยุดยืนตรงหน้าข้า ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความยินดีกึ่งเหยียดหยาม ข้าแพ้แล้ว...สินะ

           

            “เจ้ามีแผนจะทำอะไรโลกิ” ข้าเริ่มถ่วงแวลา ข้าแพ้ก็จริง แต่ข้าแพ้ไม่ได้ หากข้าแพ้ ก็เท่ากับว่าจะมีอีกหลายที่ที่เป็นอันตรายเพราะโลกิ หนึ่งในนั้นคือแอสการ์ดบ้านข้า และมิดการ์ดบ้านของสหายข้า

           

            “เจ้าจะรู้ไปทำไม วันนี้เจ้าก็จะจบสิ้นอยู่ที่นี่แล้ว” โลกิเลิกคิ้วอย่างกวนประสาท

          

            “เจ้าจะฆ่าข้าเหรอ?” ข้าถามอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก

          

            “...ข้าบอกแล้วไงว่าถ้าข้าจะทำ ข้าทำไปนานแล้ว” โลกิว่า หน้าดูเซ็ง

           

            “แล้วเจ้าจะทำยังไงกับข้า” เอาล่ะธอร์ มันต้องมีสักทางที่จะสลัดไอ้โซ่นี่ให้หลุดออกไปได้ ก่อนหน้านี้โลกิคงเป็นคนคลายเวทให้ แต่คราวนี้เราต้องทำด้วยตัวเองแล้ว

           

            “นั่นสิ จะทำยังไงดีนะ เวลาก็เหลือเยอะซะด้วยสิ” โลกิกรีดปากพูดพลางเงยหน้าขึ้นมองฟ้า ซึ่งเต็มไปด้วยเมฆหมอกทำให้ดูไม่ออกว่าตอนนี้เป็นเวลาไหน แต่ดูจากที่รอบข้างสว่างพอสมควร ทำให้รู้ว่ายังไม่ใช่เวลามืดค่ำ “ข้าไม่ได้เตรียมแผนไว้ซะด้วยสิ นึกว่าจะกินเวลามากกว่านี้ซะอีก”

           

             ข้าก็ไม่นึกว่ามันจะจบเร็วเหมือนกันแหละ เพราะข้าไม่เต็มที่สินะ คราวหลังจะไม่ทำตัวฉลาดอีกแล้ว กับดักก็กับดักเหอะ พ่อจะลุยให้สะบั้นหั่นแหลกลาญไปเลย

           

                “...เอางี้ดีกว่า” โลกิพูดทิ้งไว้แค่นั้นแล้วเดินเลยข้ากลับไปที่ปราสาท นี่ข้ากำลังจะถูกทิ้งให้นั่งหนาวตายอยู่ข้างนอกนี้แทนคุกใต้ดินแล้วใช่ไหม แล้วจู่ๆ ร่างกายข้าก็ค่อยๆ เคลื่อนที่ถอยหลังกลับไป ข้าสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ดึงข้าไป สงสัยโลกิจะใช้เวทมนตร์กระมัง

           

             ในปราสาท ห้องที่คิดว่าโลกิน่าจะใช้พักผ่อน ข้าถูกล่ามให้แน่นหนาขึ้นอีกหน่อย ด้วยท่ามือไพล่หลัง มีโซ่คล้องที่ข้อมือและคอเหมือนเดิม ส่วนโลกินั้นก็นั่งบนโต๊ะตัวเขื่องกลางห้อง หันหน้ามาทางข้า และมองข้าอยู่ด้วยดวงตาซุกซน...ใช่ เป็นประกายตาแบบที่โลกิมักจะมีเวลามีความคิดสนุกๆ หรือในที่นี้ คงจะเป็นเรื่องแปลกๆ มากกว่า เอาล่ะธอร์ โซ่อาจจะแน่นหนา อาจจะทำให้พลังลดลง แต่ก็ไม่ได้ลดจนหมดเรี่ยวแรงเสียทีเดียว ค่อยๆ ขยับให้ปมคลายก็ได้...แต่โซ่มันไม่ใช่เชือกนี่นา! แถมข้าก็ไม่ใจเย็นพอจะคิดหาแผนการอะไรซะด้วย...

           

             “เวลาที่เหลืออยู่จะทำอะไรดีล่ะ” โลกิเอ่ยขึ้น มุมปากยกยิ้ม

           

            “ขนาดเจ้ายังคิดไม่ออกเลยนี่” ข้าว่า

           

           “ข้าคิดวิธีจะทรมานเจ้าได้ตั้งร้อยแปดพันวิธี ธอร์...” โลกิพูดเสียงนุ่ม “...ตั้งแต่ขำๆ ไปจนถึงเจ็บเจียนตายเลยล่ะ”

           

            “เหรอ” ข้าพยายามที่จะหาคำพูดมาถ่วงเวลา “เราไม่ค่อยได้อยู่กันสองคนเงียบๆ แบบนี้นะว่าไหม ตั้งแต่เจ้าออกจากบ้านไป” อะไรสักอย่างดลใจให้ข้าพูดแบบนั้น โลกินิ่งไปทันที ข้าไปสะกิดอะไรเข้าให้รึเปล่าเนี่ย

           

            “แหงล่ะ พอเจอกัน เราก็จะสู้กัน แล้วข้าก็จะแพ้และหนีไปทุกทีนี่” โลกิพูด

           

            “พวกเรายังรอเจ้ากลับไปอยู่นะ น้องข้า”

           

            “ข้าไม่ไม่ได้เป็นน้องเจ้า!! โลกิตวาดเสียงลั่น “และไม่เคยเป็น...” ประโยคนี้เสียงของเขาอ่อนลง ความรู้สึกบางอย่างในใจของข้าเริ่มปะทุ เมื่อได้เห็นสีหน้าและแววตาที่โกรธขึ้งแต่แฝงไว้ด้วยความเศร้าและตัดพ้อต่อว่า นี่ไม่ใช่เวลาก็จริง แต่โอกาสแบบนี้ก็ใช่ว่าจะเกิดได้บ่อยๆ เพราะทุกครั้งที่เจอหน้ากัน เราไม่มีทางได้คุยดีๆ โดยไม่ประเคนค้อนหรืออาวุธใส่กันได้เลย ข้าเม้มปากแน่นอย่างลังเล มันไม่ใช่เวลาจริงๆ นั่นแหละ...

           

            “...ใช่ เจ้าไม่ใช่น้องข้า” ข้าเห็นสีหน้าของโลกิเปลี่ยนไป เหมือนเขาจะแปลกใจระคนตกใจ

           

            “เจ้าคิดงั้นเหรอ”

           

            “ใช่...ในเมื่อเจ้าบอกว่าไม่ใช่ เจ้าก็ไม่ใช่ ซึ่งนั่นทำให้ข้าสบายใจมาก” ข้าพูดออกไปเรื่อยๆ ตามที่ใจคิด ในขณะที่สีหน้าของโลกิเริ่มดูเยือกเย็นขึ้น แต่นั่นข้าเห็นเป็นสัญญาณก่อนการเกิดพายุ

         

            “หมายความว่ายังไง” โลกิถามเสียงเรียบ แต่ข้าจับความสั่นไหวในน้ำเสียงได้ โลกิกำลังสับสน

           

            “เพราะมันทำให้ข้ารักเจ้าได้มากกว่านั้น” ข้าพูดออกไป จากความรู้สึกที่ถูกเก็บกดไว้ในใจ โลกิเบิกตากว้าง สีหน้าเหมือนกับว่าไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน ข้าเคยบอกรักโลกิมาหลายครั้ง บอกรักแบบ ข้ารักเจ้านะน้องข้า แต่ข้าไม่เคยบอกรักโลกิแบบนี้

           

             แบบที่ใจข้าบอกว่ามันใช่ นี่แหละที่ใช่ มันไม่ใช่ความรักแบบพี่น้องอีกแล้ว มันลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น

           

            โลกิสูดลมหายใจเข้า แล้วปรับสีหน้าให้เป็นเหมือนโลกิผู้มากเล่ห์เหมือนเดิม

           

            “แล้วยังไงล่ะ” โลกิพูดอย่างไม่ยี่หระ แต่ข้ารู้ว่าข้ามาถูกทางแล้ว โลกิกำลังหวั่นไหว ข้ารู้สึกได้

           

            “...ข้าดีใจที่ตอนนี้ได้อยู่กับเจ้าแค่สองคน โดยที่เราไม่ต้องสู้กัน” ข้าจ้องหน้าโลกิตรงๆ พยายามจะสื่อทุกสิ่งที่อยู่ในใจออกไปให้หมด ให้โลกิได้เห็น ได้รับรู้ ได้รู้สึก โลกิเม้มปากแน่น ดวงตาสีเขียวสดหวั่นไหว ข้าเห็น และข้ารู้ว่าข้ามาถูกทางแล้ว....

           

            “ข้ารักเจ้า โลกิ และไม่ใช่แบบพี่น้อง” ...สิ่งที่ข้าอยากจะพูด ก็ได้พูดไปแล้ว...ก็เหลือแต่ว่า โลกิจะตอบสนองอย่างไร โลกิดูใจลอยเหมือนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะขยับกายลงมาจากโต๊ะที่นั่ง แล้วเดินตรงมาหาข้า คุกเข่าลงข้างหนึ่งตรงหน้าข้า ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ทำให้ข้าได้เห็นใบหน้านั้นชัดๆ โลกิตีหน้าตาย ทำให้ข้าไม่รู้ว่าตอนนี้เขาคิดอะไรอยู่ ตาของเราสองคนประสานกัน ข้ามองอย่างมุ่งมั่นที่จะแสดงให้เห็นว่าข้าพูดจริง

           

            “...เจ้าพูดจริงเหรอ” โลกิกระซิบถาม

           

            “จริง” ข้ายืนยัน อย่างหนักแน่น โลกิเสสายตาไปทางอื่นครู่หนึ่ง แล้ววกกลับมามองข้าอีกครั้ง

           

           “...ข้ารู้แล้วล่ะ ว่าข้าจะทำอะไรดี ในเวลาที่เหลือนี้” โลกิเอ่ย เขายื่นมือข้างหนึ่งขึ้นมาสัมผัสกับใบหน้าของข้า สัมผัสด้วยหลังมือ ลูบไล้ใบหน้าด้านข้างข้าเบาๆ “ข้าจะทำให้เจ้า รู้สึกเสียใจ ที่พูดแบบนั้นออกมา”

-----------------------------------------

 

           

           จริงๆ แล้วเป็นแบบเรื่องสั้นครับ แต่มันค่อนข้างยาวจึงตัดแบ่ง อาจจะมีสองพาร์ท หรือสามพาร์ท ขึ้นอยู่กับการจัดหน้าแบบกากๆ ด้วย ขอบคุณที่หลงเข้ามาอ่านอีกครั้งครับ=w=

ปล. ภาพประกอบเหมือนสปอยด์ฉากต่อไป...

edit @ 14 Jul 2012 16:37:18 by nh2dpun

Comment

Comment:

Tweet

@concuben  ขอบคุณครับคุณมินนี่ที่เมนท์ให้;w; ผมชอบแนวดาร์คๆ เนี่ยแหละครับ เรื่องวิจารณ์ ไว้ผมจะไปวิจารณ์ให้ทีหลังนะTwT จริงๆ ผมก็ชอบวิจารณ์เหมือนกัน แต่ไม่ค่อยวิจารณ์เท่าไหร่ เพราะตอนจะพิมพ์มันต้องเรียงคำพูดแล้วมันวินาศสันตะโรมาก

#8 By FIEPun on 2012-08-23 11:25

คุณปันคะ เราว่าการวิจารณ์อะ นี่ คหสต เราจริงๆ คือมันไม่ต้องการคนเก่งหรอกค่ะ เอาแค่พูดอย่างจริงใจต่อตนเอง พูดอย่างรู้สึกรู้สม โดยไม่ได้คิดว่าอยากจะเอาใจหรืออยากจะด่าให้เจ็บแสบ เราว่าโอเคจริงๆนะคะ เราฟังโม้ดดดดด 

มานี่ๆ เราว่างานคุณปันดีมากเลยนะ สนุก ลุ้นดีจริงๆด้วยนะคะ ถ้าไมได้บอกว่าใครเป็นเคะเมะ เอาจริงๆนะ เราอ่านเรื่องนี้แล้วนึกถึงท้องพระโรงแอสการ์ดดีด้วยค่ะ สนุกๆ ชอบๆ แต่คุณปันชอบงานดาร์กๆสินะ แต่เข้ากับคุณปันดีค่ะ

#7 By concuben on 2012-08-23 00:56

@concuben  ผมไม่เก่งขนาดจะวิจารณ์งานใครอ้ะ แต่ถ้าคุณมินนี่อนุญาต ผมก็จะลองวิจารณ์ดู ยังไงก็ตาม คุณมินนี่ก็ช่วยวิจารณ์งานผมด้วยนะ

#6 By FIEPun on 2012-08-22 17:15

คุณปัน เดี๋ยวเรามาเม้นท์นะคะ ไปอ่านก่อน คุณปันอะไม่ยอมวิจารณ์งานเรา แงะๆๆ

#5 By concuben on 2012-08-21 22:33

อิชั้นว่า
ตอนหน้า nc ชิมิ

#4 By Luntom_jang on 2012-07-14 21:58

รอตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ อ่าาาา

#3 By Past-the-piz on 2012-07-14 18:50

รอตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ อ่าาาา

#2 By Past-the-piz on 2012-07-14 18:48

0[]0
คะ  ค้างอ่ะ
ชอบภาพประกอบมากเลยคะ  (ฟิน )

#1 By SD May on 2012-07-14 18:28