[EXSH]ฟิควันฮัลโลวีน: hunter

posted on 01 Nov 2012 22:45 by nh2dpun directory Fiction, Cartoon
เอนทรี่นี้เกี่ยวข้องกับ คอมมูนี้

 Photobucket

อย่างอ้อมๆ เพราะฉะนั้นจะอ่านก็ได้ไม่อ่านก็ได้จ้ะ เขียนเนื่องวันฮัลโลวีน แต่ลงช้าเพราะเพิ่งเสร็จ
 
เป็นอีกจักรวาลหนึ่งไปเลยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องหลัก สมมติว่า ถ้าราเชนเป็นนักล่า แล้วก้องเกียรติเป็นมนุษย์หมาป่า มันจะเป็นยังไง
 
 
----------------------------------------------------------------------
 
hunter
 

              ใครๆ ก็เรียกข้าว่า นักล่า นั่นคือนามของข้าที่ข้าบอกกับทุกผู้ทุกคนที่พบเจอ ชื่อจริงของข้านั้นไร้ความหมายเมื่อมันไม่ใช่ตัวตนของข้า นักล่า คือตัวตนที่ข้าเป็น หลายคนเข้าใจว่าข้าล่าปีศาจเพื่อความสงบสุขของมนุษย์ และเป็นการตัดทอนกำลังกองทัพของเจ้าปีศาจ แต่เปล่าเลย ความจริงหาใช่เช่นนั้นไม่ พวกเจ้ารู้หรือเปล่า ว่าก่อนที่ปีศาจจะกลายร่างเป็นอสุรกายน่าเกลียดน่ากลัว มันจะมีอีกร่างหนึ่งเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ เหมือนกับเราๆ นี่แหละ

                นั่นต่างหากคือสิ่งที่ข้าปรารถนาที่สุด เพราะปีศาจมีร่างที่เหมือนมนุษย์ ข้าจึงตั้งกฎให้กับตัวเอง ต้องฆ่ามันตอนที่ยังอยู่ในร่างของมนุษย์ ก่อนที่มันจะกลับคืนร่างเดิม ถ้าเป็นปีศาจกระจอกๆ ข้าทำตามนั้นได้ ส่วนใหญ่เมื่อตายแล้วก็กลับคืนร่างเดิมทีหลัง แต่ทว่ากับปีศาจระดับสูงขึ้นไปนั้นยากนัก ข้าล้มมันได้ก็ต่อเมื่อได้สู้แบบถวายชีวิตหลังจากที่มันแปลงร่างแล้วเท่านั้น แถมเกือบตายมากกว่าจะได้ฆ่ามันด้วย

               

              ค่ำคืนนี้เป็นดังเช่นทุกวัน ข้าเดินทางรอนแรมไปทั่วอาณาจักรเพื่อปราบปีศาจตามสัญญาว่าจ้าง หรือบางทีก็เมื่อได้ค้นพบรังด้วยตัวเอง วันนี้ข้าเดินทางมาถึงหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในหุบเขาอันเงียบสงบ ยามกลางวันที่นี่น่ารักนัก ต้นไม้เขียวขจี ดอกไม้ป่าหลากสีหลายพันธุ์ สัตว์ป่าชุกชุม สัตว์ป่าดุร้ายก็มีบ้าง แต่ชาวบ้านไม่ค่อยจะเดือดร้อนนัก เพราะพวกเขาใช้ชีวิตแบบพึ่งพาอาศัยกันกับป่าใหญ่แห่งนี้ ข้าเคยมาเยือนสองสามครั้ง และหนนี้ก็จะมาเยือนอีก

                ประตูทางเข้าหมู่บ้านที่ตอนกลางวันจะต้อนรับนักเดินทางทุกคน ยามค่ำคืนนั้นเงียบสนิท สูงตระหง่าน ทึบทึม แลดูขับไล่มากกว่าจะต้อนรับเสียอีก ข้าเคาะเป็นจังหวะยังที่เคาะประตูซึ่งทำจากเหล็ก ช่องเล็กๆ ระดับสายตาข้างประตูเปิดออก เห็นดวงตาคู่หนึ่งกวาดมองออกมา

                “ท่านนักล่าเหรอ” เสียงแหบแห้งกระซิบแผ่ว สายตาลอกแลกแสดงถึงความระแวง

                “ข้าเข้าไปได้หรือเปล่า” ข้ารู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น แม้ตอนกลางคืนป่ารอบหมู่บ้านและตัวหมู่บ้านเองจะน่ากลัวก็จริง แต่คนเฝ้าประตูไม่เคยดูหวาดระแวงขนาดนี้มาก่อน

                “ได้สิ จริงๆ แล้วข้าดีใจที่ท่านมาด้วยซ้ำ” คนเฝ้าประตูกระซิบ เสียงปลดกลอนดังขึ้นเบาๆ แล้วประตูเล็กที่อยู่ติดกับประตูใหญ่ และเป็นประตูที่ข้ายืนอยู่ตรงหน้า ก็ค่อยๆ แง้มออก ข้าแทรกตัวเข้าไป จากนั้นก็ช่วยคนเฝ้าประตูลงกลอนอย่างรวดเร็ว

                “เกิดอะไรขึ้น” ข้าถาม คนเฝ้าประตูยังไม่ตอบ เขามองซ้ายมองขวา พยักเพยิดบอกให้ข้าตามเขาไป ข้าเดินตามไปอย่างเคร่งเครียด อะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับหมู่บ้านนี้ ที่โรงเหล้าซึ่งเป็นโรงแรมพักด้วย อันเป็นแหล่งสังสรรค์ของพวกคนในหมู่บ้าน และเป็นแหล่งรวมเรื่องเล่าข่าวลือจากทิศต่างๆ โดยนักเดินทาง พ่อค้า และหลากหลายอาชีพที่มาพักผ่อนยังหมู่บ้านแห่งนี้ บรรยากาศในโรงเหล้านั้นครึกครื้นผิดกับในหมู่บ้านมากๆ แต่อาจเป็นเพราะในนี้ ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัย กลิ่นเหล้าคละคลุ้ง เพลงบรรเลงคลอไปกับเสียงร้องอันสนุกสนาน ข้ารู้สึกมึนเล็กน้อย...หรือความหวาดระแวงมันจะเป็นบุคลิกของคนเฝ้าประตูกันแน่นะ จะว่าไป คนเฝ้าประตูคนนี้ข้าก็ไม่เคยเห็นหน้าเลยนี่นา

                “โอ้! ท่านนักล่านี่นา!” เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้น แล้วทุกสายตาก็หันมามองข้าพร้อมกันพรึ่บพรั่บ จากนั้นก็มีผู้คนมาล้อมหน้าล้อมหลังทักทายข้าเต็มไปหมด

                “ปีนี้ช่างเป็นปีที่ดีจริงๆ มีเทพผู้พิทักษ์คอยปกปักษ์หมู่บ้าน แล้วยังจะมีท่านนักล่ามาพักที่นี่อีก” คนเดิมที่เห็นข้าก่อนเป็นคนตะโกน ข้าขมวดคิ้วทันที ใครคือเทพผู้พิทักษ์กัน? ปีที่แล้วที่ข้าแวะมา เจ้าพวกนี้ยังไม่พูดถึงอะไรแบบนั้นเลย ข้าถูกพามานั่งที่บาร์ เครื่องดื่มที่ข้าชื่นชอบถูกเสิร์ฟมาให้ มันไม่ใช่เหล้าเพราะข้าไม่ชอบแอลกอฮอล์ เป็นน้ำผลไม้ที่ข้าชอบน่ะ

                “เทพผู้พิทักษ์เหรอ?” ข้าถามใครก็ตามที่อยู่แถวนั้น จู่ๆ บริเวณที่ล้อมรอบข้าอยู่ก็เงียบลง ห่างออกไปวงดนตรียังบรรเลงอยู่ และคนบางกลุ่มก็ยังเฮฮากันแบบไม่รู้ว่าตรงนี้เกิดอะไรขึ้น

                “คืองี้ท่านนักล่า...” คนที่ทักข้าคนแรก เอิ่ม ชื่อเจมส์มั้ง อยู่ประจำร้านเหล้าทุกครั้งที่ข้ามา และเป็นคนที่ชอบเข้ามาคุยกับข้ามากที่สุด เริ่มเรื่อง ข้าสังเกตเห็นว่าทุกคนตั้งใจฟังกันมาก สังหรณ์ข้าไม่ผิดสินะ “เมื่อต้นปี หมู่บ้านเราที่ปลอดภัยจากพวกปีศาจมาโดยตลอดก็เริ่มโดนโจมตีบ้างแล้ว พวกมันลักเอาตัวคนในหมู่บ้านไปกิน ไม่ว่าเราจะพยายามยังไงก็สู้มันไม่ได้เลย...”

                “มันเป็นมนุษย์หมาป่า” คนเฝ้าประตูพูดขึ้น ทุกคนทำหน้าขนพองสยองเกล้า บางคนมีสีหน้าโกรธแค้น

                “มันเริ่มจากเราพบซากสัตว์ในป่า ร่องรอยบนสัตว์เหมือนหมาป่า แต่ใหญ่กว่ากันมาก” เจมส์เล่าต่อ ใช้จังหวะหนักเบาของน้ำเสียงให้ดูน่าตื่นเต้นขึ้น “ตอนแรกเราคิดว่ามันเป็นแค่หมาป่าตัวใหญ่เท่านั้น แต่ต่อมาชาวบ้านที่เข้าไปหาของป่าก็เริ่มหายตัวไป และมีการพบบางคนกลายเป็นศพ สภาพแหลกเละ เหมือนโดนหมาป่าแทะกิน”

                “เมียข้า!” ใครบางคนแทรกอย่างแค้นเคือง

                “...แต่อย่างที่บอก ว่ารอยของมันใหญ่กว่ารอยหมาป่าธรรมดามาก....แล้วทีนี้...ต่อมา...ให้คนที่ได้พบกับเทพผู้พิทักษ์เป็นคนเล่าดีกว่า” ว่าพลางพยักพเยิดไปทางเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนฟังหน้าซีดอยู่ข้างๆ ข้า เหอ...เจ้าผอมแห้งนี่น่ะเหรอที่ได้เจอเทพผู้พิทักษ์น่ะ ข้าหันไปมองอย่างสนใจ และเจ้าตัวก็ทำหน้าเจ็บปวด ย้อนอดีตไปยังวันนั้นที่ได้พบกับประสบการณ์แสนตื่นเต้น

               “วันนั้น...ข้าเข้าไปหาน้ำผึ้งแทนพ่อที่ป่วย...” เขาเล่าด้วยเสียงกระซิบ “น้ำผึ้งเดือนเพ็ญน่ะ ต้องเก็บเฉพาะตอนกลางคืน และตอนพระจันทร์เต็มดวงเท่านั้น ข้ากำลังรมควันใต้รังผึ้งอยู่ จู่ๆ ก็มีเสียงเห่าหอนของหมาป่า แต่ไม่ใช่หมาป่าธรรมดา ข้าตกใจมาก ยังไม่ทันจะหาทางหนี ก็เห็นอะไรสักอย่างกระโจนมา ข้าหลบไม่ทัน แต่ร่างข้าถูกใครบางคนดึงปลิวออกมา” เด็กหนุ่มหยุดพักหายใจ มีใครบางคนยื่นแก้วน้ำไปให้ เขารับไปกระดกเอื๊อกๆ “ข้าเห็นไม่ถนัด แต่ข้ามั่นใจว่าตัวที่จะโจมตีข้าต้องเป็นมนุษย์หมาป่าแน่ๆ ก็มันเหมือนหมาป่าออกอย่างนั้น แต่ตัวใหญ่กว่ามาก ส่วนคนที่ช่วยข้าไว้ ที่ตอนแรกนึกว่าเป็นคน ก็เป็นหมาป่าเหมือนกัน แต่ขนของหมาป่าตัวนั้นไม่ใช่ขนธรรมดา...” หยุดพักหายใจพร้อมกับดื่มน้ำอีกอึก ทุกคนดูตื่นเต้นสุดขีด และข้าก็ต้องมีมารยาทด้วย จึงทำสีหน้าตื่นเต้นแบบพวกชาวบ้าน

              “ขนของหมาป่าตัวนั้นเป็นขนนกสีขาว!” ประโยคสุดท้ายเด็กหนุ่มแทบจะกรีดร้องออกมา เสียงพึมพำจากผู้ฟังดังไปทั่ว ข้าเลิกคิ้วอย่างแปลกใจนิดๆ ขนของหมาป่าเป็นขนแบบขนนกสีขาวงั้นเหรอ เออ ก็แปลกดีนะ แต่เกรงว่าจะเป็นปีศาจชนิดใหม่มากกว่าซะล่ะมั้ง

             “ไม่ใช่แค่ช่วยเจ้าหนุ่มนั่นนะ” ใครบางคนพูดเสียงดัง “เขาช่วยข้าด้วย!” “ข้าเคยเห็นแวบๆ ตอนออกไปหาของป่าล่ะ” “มีปีกด้วยนะ” “บินได้ด้วย” “สีขาวล่ะ ยังกับหิมะเลย”

           สารพัดคำพูดกระหึ่มไปทั่ว ข้ารับฟัง พยักหน้า แต่รู้สึกขำมากกว่า เทพเหรอ อาจจะมีจริง แต่ข้าไม่เคยพบเจอ ดังนั้นจึงไม่เคยเชื่อ แต่ปีศาจน่ะ สู้มาด้วยจนชิน สำหรับข้าแล้ว ปีศาจคือของจริง หลังจากนั้นหัวหน้าหมู่บ้านก็มาหาข้า และจ้างวานข้าให้กำจัดมนุษย์หมาป่าฝูงนั้นที่รังควานชาวบ้านอยู่

            “ท่านเทพมีอยู่องค์เดียว สู้กับมันทั้งหมดไม่ไหวหรอก เลยอยากให้ท่านช่วย” เขาบอกมาแบบนั้นโดยที่ข้ายังไม่ต้องถาม แปลกดี ถ้าเป็นเทพจริงๆ ก็น่าจะช่วยชาวบ้านพวกนี้ได้สบายๆ สิ แต่นี่ดูเหมือนว่าจะทำแบบนั้นไม่ได้ โธ่เอ๊ย!

 

 

             เมื่อพักหนึ่งวันสมความตั้งใจแล้ว หลังจากนั้นข้าก็เริ่มงานของตัวเอง ข้าใช้เวลาทั้งหมดอยู่ในป่า ตั้งแต่เช้าไก่โห่ จนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับของฟ้า สามเวลาหลังอาหารเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ในการสำรวจบริเวณรอบๆ หมู่บ้าน หาร่องรอยของพวกมนุษย์หมาป่าเพื่อแกะรอย ในหนึ่งอาทิตย์นี้ไม่มีชาวบ้านคนไหนตกเป็นเหยื่อ และข้าก็ยังไม่เห็นเทพพิทักษ์ที่ว่านั่น...

          ข้อสันนิษฐานที่ว่าพวกมนุษย์หมาป่า เวลากลับร่างมนุษย์จะเข้ามาหลบหนีในหมู่บ้านเป็นอันถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่มีทางเป็นไปได้ นอกจากจะมีการสร้างข่ายมนตร์ล้อมรอบหมู่บ้านแล้ว ทุกๆ ที่ ชาวบ้านก็แขวนเครื่องรางเงินแท้ที่ชายคาบ้านตัวเอง ในโรงเหล้าก็ใช้ภาชนะเงินแท้ ไหนยังจะน้ำมนต์อีก เอาล่ะ ถ้าจะมีมนุษย์หมาป่าตัวไหนเล็ดลอดมา ก็ต้องเป็นพวกระดับหัวหน้าขึ้นไปเท่านั้นแหละ แต่ตอนนี้ไม่ปรากฏอะไรแบบนั้น ดังนั้นข้าจึงแกะรอยในป่าต่อไป ตามรอยจากซากสัตว์และรอยเท้า พวกมันล่ากันเป็นฝูงเลยมีร่องรอยให้เห็นเยอะอยู่ ส่วนตอนกลางคืนก็คอยซุ่ม หากส่วนใหญ่พบแต่สัตว์ธรรมดา

           ในที่สุด คืนนี้โชคก็เข้าข้าง ข้านั่งเบลออยู่บนห้างเกือบจะหลับ พลันได้ยินเสียงการต่อสู้อันดุเดือดอยู่ใต้ห้าง ข้าค่อยๆ ขยับกายซุ่มดู เห็นมนุษย์หมาป่าฝูงหนึ่งประมาณสามสี่ตัวกำลังรุมกับสัตว์ตัวหนึ่งอยู่ ลักษณะมันตัวใหญ่ใกล้เคียงกัน แต่มัน...มีขนแบบขนนก ทันใดข้าก็คิดถึงเทพผู้พิทักษ์ของพวกชาวบ้าน ข้าแทบกลั้นหายใจ แล้วดูการต่อสู้อันดุเดือดเลือดพล่านนี้อย่างเงียบๆ เสียงเห่าคำราม การตะลุมบอนและการเอาตัวรอด อุ้งเท้าที่กางกรงเล็บ เขี้ยวแหลมที่เจาะลึกลงไปในเนื้อ เลือดสีแดงเข้มหลั่งริน แรกๆ ฝ่ายมนุษย์หมาป่าที่เป็นฝูงได้เปรียบ แต่ช่วงหลัง เจ้าหมาป่าขนนกนั่นกลับเป็นฝ่ายไล่ฟัด จนฝูงมนุษย์หมาป่าที่น่าสงสารหนีกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศละทาง เสียดายที่ไม่มีตัวไหนตาย แต่รอยหยดเลือดก็เป็นรางวัลที่มากโขสำหรับข้า เท่านี้ก็จะตามรอยไปหาฝูงของมันได้ง่ายขึ้นแล้ว ข้านิ่งมองเจ้าหมาป่าขนนกว่ามันจะทำยังไงต่อไป สภาพของมันเองก็สะบักสะบอมไม่แพ้กัน ขนหลุดกระจุยกระจาย เลือดท่วม และท่าทางจะขาหัก...

            ครั้นแล้วมันก็กลายร่างเป็นมนุษย์

            นั่นทำให้ข้ายิ่งตื่นตะลึง เมื่อขนนกสีขาวของมันไม่ใช่ขนที่แท้จริง หากเป็นอาภรณ์ที่มันคลุมทับร่างอีกที ร่างมนุษย์ที่เล็กลงกว่าร่างหมาป่านั้นนอนหมอบอยู่ที่พื้น กระชับอาภรณ์ขนนกแน่น ในความเงียบเช่นนี้ ข้าได้ยินเสียหายใจหอบด้วยความเหนื่อยผสมกับความเจ็บปวด เจ้ามนุษย์หมาป่าในอาภรณ์ขนนกสีขาวกำลังอ่อนแอ เป็นโอกาสที่ดีสำหรับข้าจริงๆ  เพื่อลดความเสี่ยง ข้าค่อยๆ หยิบเอาแหที่เตรียมไว้ข้างกายขึ้นมา แล้วเหวี่ยงลงไป ลูกตุ้มที่แหแต่ละมุมจะทำหน้าที่รั้งตัวเหยื่อไว้

            ทันทีที่แหปกคลุมตัว เจ้ามนุษย์หมาป่าก็เคลื่อนไหวด้วยความตระหนก แต่แหทำให้เหยื่อเคลื่อนไหวไม่สะดวกนัก ในสภาพปกติจะเสียเวลานิดหน่อยในการแก้ตัวออกจากแห แต่ในสภาพที่อ่อนแอแบบนั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลานานพอควรอยู่ และจะให้ดีก็ต้องไม่มีนักล่าอยู่แถวนี้ด้วย ข้าปีนลงจากห้าง เมื่อมาหยุดยืนตรงหน้าร่างที่พยายามดิ้นรนออกจากแห ร่างนั้นก็หยุดนิ่ง ดวงตาสีอำพันมองลอดตาแหออกมาที่ข้า แววตาเต็มไปด้วยความตระหนกและความสงสัย ปราศจากความกลัวในนั้นโดยสิ้นเชิง

            “ดูสิข้าได้อะไร” ข้ายิ้มอย่างพึงพอใจ “ข้าได้ตัวเทพพิทักษ์แห่งหมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขา...”

            “...พวกชาวบ้านจ้างเจ้ามากำจัดข้าเหรอ นักล่า” มนุษย์หมาป่าในแหเอ่ยถาม น้ำเสียงราบเรียบแต่แววตาไหววูบ ข้ายักไหล่อย่างไม่แยแส ไม่จำเป็นต้องตอบ เพราะข้าจะฆ่ามันเดี๋ยวนี้แล้ว ข้าหยิบเอาผงเงินออกมาจากกระเป๋าที่เอว แล้วโปรยใส่ เจ้ามนุษย์หมาป่าร้องเสียงหลง มันไม่ได้ดิ้นทุรนทุรายเหมือนหมาป่าทั่วไป แค่นิ่วหน้าด้วยความเจ็บ แล้วหลังจากนั้นก็หมอบนิ่ง แสดงว่าเป็นพวกระดับสูงอยู่เหมือนกัน ข้าวาดปืนลงเล็งที่ศีรษะ กระสุนเงิน เจาะกะโหลก คว้านสมองให้แหลก จบชีวิตอย่างเร็วเพื่อไม่ให้ทรมาน

           “เจ้าเป็นปีศาจอย่างที่เขาว่ากันจริงๆ” มันพูดเสียงสั่น กัดฟันสู้กับความเจ็บปวดจากผงเงิน ที่ไปทำปฏิกิริยากับแผลบนร่างกายของมัน ข้าเลิกคิ้วอย่างแปลกใจเล็กน้อยนักล่าเก่งๆ ส่วนใหญ่ ก็มักจะถูกพวกปีศาจเรียกว่าปีศาจเช่นกัน ข้าไม่ต่อคำ เตรียมเหนี่ยวไก

            “ทำไมเจ้าไม่ฆ่ามนุษย์ไปเลยล่ะ” เจ้ามนุษย์หมาป่ายังคงพูดอย่างไม่สะทกสะท้านต่อปากกระบอกปืนที่เล็งหัวมันอยู่ ยอมรับ ว่าประโยคนี้หยุดนิ้วข้าไว้ได้ไม่ให้ลั่นไก

           “ทำไมข้าต้องสังหารมนุษย์ด้วยล่ะ” ข้าถามออกไป พลันรู้สึกว่าช่างเป็นคำถามที่โง่เง่าเสียจริง เจ้ามนุษย์หมาป่าแสยะเขี้ยวหัวเราะเยาะเย้ยข้า ก่อนจะหยุดนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ สมน้ำหน้า...

           “เจ้าฆ่าปีศาจเฉพาะในร่างมนุษย์ ไม่คิดว่ามันผิดปกติรึไง?” มันเสียงสูงใส่

           “...มันเรื่องของข้า” ข้าหงุดหงิดตอบ แต่รักษาน้ำเสียงให้เรียบเข้าไว้ ถ้าข้าจะจิตวิปลาสเพราะชอบสังหารปีศาจในร่างมนุษย์ เนื่องจาทำให้มีความรู้สึกเหมือนได้สังหารมนุษย์ แล้วมันยังไง?

          “ถึงได้บอกไง ว่าทำไมไม่ฆ่ามนุษย์ไปเลย” ดวงตาสีอำพันของมันเป็นประกายวิบวับอย่างน่ารังเกียจ มันไม่กลัวตายหรืออย่างไรกัน

          “ข้าไม่ได้ชั่วร้ายเหมือนพวกเจ้า ที่ฆ่ามนุษย์เล่นเป็นผักปลาหรอก”

          “เราล่าเพื่อกิน นักล่าหลายคนล่าเราเพื่อความปลอดภัยของเผ่าพันธุ์ แล้วเจ้าล่ะ ล่าเพื่ออะไร?” มันถามยิ้มๆ ข้าเกลียดรอยยิ้มมันนัก นิ้วกระตุกเกือบเหนี่ยวไก แต่ข้าห้ามใจได้ทัน

          “...แล้วเจ้าใส่อาภรณ์ขนนกทำไม ไม่พอใจที่ตัวเองเป็นมนุษย์หมาป่าหรือไง”  ข้าไม่ตอบ มันยิ้ม เป็นยิ้มที่รู้ทันว่าข้าหลีกเลี่ยงเรื่องเมื่อครู่นี้

          “ข้าออกจากฝูงมา และตั้งปนิธานว่าจะช่วยเหลือมนุษย์ สิ่งนี้” มันจับกระชับอาภรณ์นั้นให้คลุมตัวมิดชิดขึ้น “คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าข้าไม่ได้เป็นศัตรู และ...มนุษย์ที่หมู่บ้านนี้ก็เข้าใจง่ายกันมาก เลยไม่ต้องเสียเวลาในการสื่อสารเท่าไหร่”

          “ทำไมเจ้าถึงอยากช่วยมนุษย์ล่ะ?” ข้าถาม เสียงเบาหวิว อะไรบางอย่างกำลังตีกันในหัวข้า ข้าสังหารปีศาจในร่างมนุษย์เพื่อสนองความต้องการที่อยากล่ามนุษย์ แต่เจ้าปีศาจที่ต้องกินมนุษย์เป็นอาหารกลับอยากช่วยเหลือมนุษย์...  มันโคลงศีรษะช้าๆ

         “...เพราะข้าอยากเป็นแบบพวกเจ้า ที่อ่อนโยน ใจดี อ่อนแอ มีเมตตา และแข็งแกร่งได้ในตัวคนเดียวน่ะสิ” ดวงตาสีอำพันนั้นอ่อนแสงลงดูอ่อนโยน “ปีศาจอย่างพวกเรามีแค่สัญชาตญาณการเอาตัวรอด แม้แต่ปีศาจระดับสูงที่คล้ายมนุษย์ แวมไพร์หรือมนุษย์หมาป่า ก็ถูกขับเคลื่อนด้วยความหิว และความต้องการดำรงเผ่าพันธุ์”

         “มนุษย์ก็ไม่ได้ต่างกันนักหรอก”

         “พวกเจ้ามีทางเลือกหลากหลายกว่านัก” มันสบตาข้านิ่ง ความมั่นคงในดวงตาสีอำพันนั้นทำให้ข้าไหวหวั่น เจ้ามนุษย์หมาป่าตัวนี้...มีความคิดอ่านลึกซึ้งนัก “พวกเจ้าเลือกได้ เลือกได้เยอะด้วย ขึ้นอยู่กับการกระทำ เลือก แล้วทำ ตามใจชอบ แต่ปีศาจอย่างพวกเราไม่มีทางเลือกแบบนั้น ไม่สิ...ก็มี...” ปลายเสียงแผ่วเบาลง ข้าเพิ่งสังเกต ผงเงินดูเหมือนจะหมดฤทธิ์แล้ว เพราะบาดแผลบนร่างกายของมันเริ่มสมานกัน ข้ากำลังจะเหนี่ยวไก แต่หินก้อนหนึ่งพุ่งมาปะทะมือทำให้สะบัด ปืนลั่น ลูกกระสุนเงินพุ่งไปทางอื่น แล้วเจ้ามนุษย์หมาป่าตัวนั้นก็หลุดจากแหตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทันเห็น กระโจนใส่ข้าจนหงายหลังกระแทกพื้น ข้ารีบดึงมีดสั้นออกมาจากปลอกแขนเสื้อ ฝ่ามือแข็งแรงคว้าหมับที่ข้ามือข้าแล้วกดลง

         สภาพในตอนนี้คือข้านอนแผ่อยู่บนพื้น มีมนุษย์หมาป่าคร่อมอยู่ เสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด มันยื่นหน้าลงมาใกล้ข้า ตาสีอำพันสบตาข้าไม่หลบ มันทำจมูกฟุดฟิดดมกลิ่น แล้วยิ้ม

        “...ข้าไม่รู้ว่าอะไรทำให้เจ้าบิดเบี้ยวได้ขนาดนี้ แต่ว่า...เมื่อกี้พูดถึงทางเลือกใช่ไหม” มันพูด แต่หัวข้ากำลังหาทางหนี มันต้องฆ่าข้าหลังพล่ามเสร็จแน่ ทำไงดี! “...ข้าเลือกที่จะช่วยเหลือ แม้ว่ามันจะดูขัดต่อสัญชาตญาณกับธรรมเนียมที่มีมานาน แต่...ข้าอยากทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัยมากกว่าหวาดกลัว ส่วนเจ้า...เป็นมนุษย์ที่ไม่สมประกอบแท้ๆ เลย”

                ความคิดข้าชะงัก แต่ก่อนจะได้ทำอะไร เจ้ามนุษย์หมาป่าก็กระโจนออกจากตัวข้าไป วิ่งหายไปในความมืดของป่ากว้าง ข้าลุกพรวด กราดปืนไปทั่ว แต่ไม่มีใครหรือตัวอะไรพุ่งออกมา ข้าจึงวางใจลดปืนได้ลง... 

--------------------------------

กรุณาติดตามตอนต่อไป ไอ ไอ ไอ ไอ ไอ(เสียงเอคโค่) แบ่งเป็นพาร์ทเพราะเยอะครับ

 

โซนฮัลโลวีนย้อนหลัง วาดให้ก้องไม่ทัน เอาเชนไปก่อน แผลที่ท้องได้มาจากหัวฟักทองที่อาละวาดอยู่ครับ และหมอวิลก็เย็บให้ แต่เรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นเพราะเอนทรี่นี้อยู่คนละจักรวาล...

 

 

รองเท้าส้นสูงด้วยนะ/ไม่ใช่

ขอบคุณทุกคอมเมนท์(ถ้ามี)และขอบคุณทุกคนที่หลงเข้ามาครับ

 


edit @ 2 Nov 2012 12:48:29 by nh2dpun

edit @ 2 Dec 2012 18:48:52 by nh2dpun

edit @ 2 Dec 2012 19:19:16 by nh2dpun

Comment

Comment:

Tweet

เอ๊ะ คุณปันเขียนได้ลุ้นดีเสมอค่ะ คุณปันเขียนเรื่องไหนเรื่องนั้น เราว่าคุณปันเหมาะกับอารมณ์เย็น กับนิ่งนะ มืดยังเป็นรอง คือถ้าบรรยากาศในเรื่องมันเย็น มันนิ่ง จะเข้าทางมากๆ บรรยากาศจะสร้างได้โดยไม่ต้องบรรยายมากเลยค่ะ ไปโฟกัสที่ตัวละครอย่างเดียวยังได้เลย 
หมาป่าตัวนี้ ต่อไปจะต้องการเครื่องเซ่นหรือเปล่านะ (อีนี่ก็คิดไปเรื่อยเปื่อย) (คือก็สงสัยว่ากินอะไร) ส่วนพ่อมนุษย์ พระเอกของเรื่องก็ดาร์กดีค่ะ ไม่ฝืนด้วย คุณปันเขียนเรื่องแบบนี้ได้ดีมากเลยนะคะ อ่านแล้วไม่รู้สึกว่าพยายาม อ่านแล้วรู้สึกว่า เออ คุณปันคิดแบบนี้จริงๆ แบบนี้แหละทำให้เราอ่านได้อย่างไหลลื่น big smile

#2 By concuben on 2012-12-03 09:51

@concuben ถ้าพูดถึงออริจินัลแล้ว ผมว่าอันนี้ก็เข้าข่าย...อย่าได้สนใจอันอื่นๆ นอกจากเนื้อเรื่องเลยครับ เป็นแนวแฟนตาซีแบบพวกนักล่าปีศาจอะไรงี้ ถ้าสนใจก็อ่านไม่อ่านก็ไม่เป็นไรครับ=w=

#1 By FIEPun on 2012-12-02 19:22