แหม่...จะว่าไงดีล่ะ อัพช้าขนาดนี้ แต่ก็อัพนะ... เพราะอุตส่าห์แต่งไว้แล้วยังไงล่ะ! T[]T ชื่อเอ็นทรี่สิ้นคิดมาก... แต่มันก็เป็นเรื่องสยองจิตของคนที่โดนนี่นะ 
----------------------------------------------------

          “อันนี้ของวิสุทธิ์ อันนี้ของวิภา... อันนี้ของวิชาจากแผนกบุคคล...” เสียงพึมพำเบาๆ ดังมาจากร่างเพรียวที่นั่งขัดสมาธิอยู่กลางกองของขวัญวันปีใหม่ ที่ได้มาจากบรรดาลูกน้องในบริษัท ซึ่งก็มีเยอะเหลือเกิน นับไปได้สิบกล่องแล้ว แต่ก็ยังเหลืออีกสิบกว่ากล่อง “...ปีนี้การ์ดน้อยจังแฮะ...” ขณะที่สุ่มเลือกของขวัญมาเปิด สายตาก็เหลือบไปเห็นกล่องของขวัญเข้ากล่องหนึ่ง ที่แตกต่างจากกล่องอื่น ตรงที่ไม่มีการ์ด กล่องของขวัญเรียบๆ สีชมพูหวาน น่าจะมาจากผู้หญิง ชายหนุ่มเอื้อมไปหยิบขึ้นมา พลิกกล่องสำรวจ พบกระโน้ตแปะอยู่ด้านหลัง

            แด่หัวหน้าที่รักค่ะ จากวิสุดา

            ไม่ได้ระบุแผนก...ไม่มีนามสกุล ลายมือก็แปลกๆ เหมือนคนเขียนภาษาไทยไม่เก่ง ราเชนแกะกระดาษห่อออก กล่องเป็นกล่องกระดาษธรรมดา ชายหนุ่มเปิดฝากล่องออก

            “แคนดี้?” แปลกใจจนอุทานออกมาเบาๆ ลงทุนน้อยไปหน่อยนะ ชายหนุ่มยิ้มมุมปาก ทว่าลางสังหรณ์ในใจกลับร่ำร้อง มันมีอะไรแปลกๆ ว่ากันตามจริง ราเชนเชื่อมั่นในลางสังหรณ์ของตัวเองพอสมควร ชายหนุ่มกำลังปิดฝากล่องแล้วเอาไปวางรวมกับกล่องที่เปิดแล้วอื่นๆ นี่เราคิดมากไปรึเปล่า ก็แค่ขนมเอง เสียงในหัวค้านขึ้น มือซึ่งถือกล่องและกำลังเอื้อมไปหยุดชะงัก การที่มีแต่ขนมนั่นแหละที่แปลก อีกเสียงหนึ่งงัดกับเสียงก่อนหน้านี้ มันก็แค่ขนม...และถ้ามันไม่ใช่แค่ขนม ก็อาจจะเป็นการล้อเล่นของดีซก็ได้ 

          ถกเถียงหาเหตุผลสักพัก ราเชนก็ตัดสินใจเชื่อแบบครึ่งๆ กลางๆ ว่ามันไม่มีอะไรแปลกหรอก อีกอย่าง ลองชิมดูหน่อยเป็นไรไป เจ้าแคนดี้ เคนสีฟ้านี่ก็ดูน่ากินอยู่นะ ดังนั้น ราเชนจึงยกแคนดี้ เคนขึ้นมากัดเป็นคำเล็กๆ

            แล้วหลังจากนั้นชายหนุ่มก็คิดได้ว่า มันช่างเป็นการกระทำที่โง่เง่าจริงๆ

           วันที่ 1

           กิ๊งก่อง~ เสียงกริ่งดังลั่นกระจายไปทั่วในชั้นอากาศของยามเช้าอันสดใส หลังปีใหม่มาหนึ่งวัน บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองเริ่มจางลง แต่ก็ยังมีอยู่ให้พบเห็นได้ทั่วไป หนึ่งในตัวอย่างแห่งการฉลองหลังวันปีใหม่ ก็คือคนที่มากรดกริ่งประตูหน้าบ้านแบบเดี่ยวที่มีสองชั้นหลังนี้แหละ ก้องเกียรติกอดอกรอสักพัก แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับจากภายในบ้านใดๆ เลย ชายหนุ่มจึงจิ้มกดลงไปบนปุ่มอีกที เสียงกริ่งกังวานอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่มีใครออกมา

          “อาจจะไปฉลองปีใหม่ที่อื่นอยู่ก็ได้นะครับ” น้ำเสียงทุ้มนุ่มสุดจะมีเอกลักษณ์ ชนิดที่ฟังครั้งแรกแล้วสะดุ้ง เพราะไม่คิดว่าจะมีคนที่มีน้ำเสียงแบบนี้อยู่บนโลกเอ่ยเบาๆ ดาวเหนือผู้มีรัศมีลึกลับแผ่ออกมาตลอดเวลายืนอยู่ข้างๆ คนที่เตี้ยกว่าเล็กน้อย สายตาอันสุดจะหยั่งว่าคิดอะไรอยู่มองสำรวจไปทั่วบ้านอย่างสนอกสนใจ

         “ก็อาจจะใช่ แต่โทรหาก็ไม่รับอ่ะ” ก้องเบ้ปาก

         “คงอยู่ในอารมณ์ที่ไม่อยากติดต่อกับโลกภายนอกล่ะมั้งครับ...” หนุ่มลูกครึ่งและเป็นชาวใต้เอ่ยด้วยสำเนียงแบบภาคกลางอย่างไม่ผิดเพี้ยน “เราควรจะไปได้แล้วนะครับ ปล่อยให้พวกคุณยีนส์รอกันนานมันไม่ดี”

         “โฮ้ย! ได้ไปเที่ยวที่บ้านพักตากอากาศริมทะเลแบบนั้น มันไม่สนใจหรอกว่าเราจะไปถึงตามที่นัดไว้ช้าหรือเร็วกว่ากำหนดน่ะ” ก้องหงุดหงิดเล็กๆ

         “เราค่อยเอาของขวัญมาให้ตอนขากลับก็ได้นี่ครับ” ดาวเหนือพูดอย่างใจเย็น ก้องเคี้ยวลิ้นเล่นอย่างชั่งใจ ก่อนจะยักไหล่แล้วเดินหันหลังกลับเดินไปที่รถ

          “ขากลับก็ขากลับวะ” เขาบ่นอุบอิบ แล้วเข้าไปประจำที่นั่งคนขับในรถ ดาวเหนือกวาดตามองบ้านของราเชนที่เงียบเชียบเป็นครั้งสุดท้าย แล้วตามเข้าไปนั่งในที่นั่งข้างคนขับ

          ปัง! เสียงดังลั่นมาจากประตูบ้าน ดังมากเหมือนมีใครวิ่งชนประตู ก้องกับดาวเหนือหันไปมองขวับทันที ชายหนุ่มกำลังจะย่างเท้าออกจากรถ ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ดึงความสนใจจากเหตุการณ์เมื่อครู่มาที่โทรศัพท์นี้ พอกดรับ เสียงบ่นยาวเหยียดจากยีนส์ หนึ่งในลูกทีมของดีไซเนอร์ก็ดังลอดออกมาเป็นชุดๆ เรื่องที่ก้องกับดาวเหนือยังไปไม่ถึงบ้านพักตากอากาศเสียที ด้วยความรำคาญ ก้องจึงกดตัดสาย แล้วติดเครื่องยนต์ แล้วเหยียบคันเร่งเคลื่อนรถออกไปทันที โดยคิดปลอบใจเอาว่าเสียงเมื่อสักครู่นี้คงหูฝาดไป

          ที่เบาะนั่งหลังรถ ร่างเพรียวบางค่อนข้างโปร่งแสงนั่งกอดอกสีหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ตรงนั้น ราเชนฟังก้องเกียรติกับดาวเหนือพูดคุยกันด้วยอารมณ์ที่สับสน ก่อนหน้านี้ชายหนุ่มทั้งร้องเรียกก้องกับดาวเหนือแต่ดูเหมือนสองคนนี้จะไม่ได้ยิน ทั้งพยายามจับลูกบิดแต่มือกลับทะลุผ่านไปเฉย ด้วยความโมโหผสมความสิ้นหวัง เลยตบประตูดังๆ เข้าให้ มหัศจรรย์ที่มือโปร่งแสงกระทบกับบานประตูจนเกิดเสียง แต่ก้องกับดาวเหนือก็ดูเหมือนจะยังไม่สนใจเท่าที่ควร พอก้องเริ่มติดเครื่องยนต์ ราเชนจึงตัดสินใจกระโดดทะลุประตูบ้าน ข้ามบันไดสามขึ้นหน้าบ้าน ลงเท้าบนพื้นอย่างสง่างาม แล้วกระโดดกึ่งเหาะอีกทีก็ทะลุตัวรถที่ทำจากโลหะเข้ามานั่งอยู่ที่เบาะหลังได้อย่างง่ายดาย ก้องเกียรติเปิดวิทยุหาคลื่นที่ถูกใจฟัง ส่วนดาวเหนือก็กางแผนที่ทางหลวงออกดู ราเชนจึงมีเวลาทำใจให้สงบ ก่อนจะยกมือกึ่งโปร่งแสงของตนขึ้นดู แล้วโน้มตัวซบหน้ากับฝ่ามืออย่างสิ้นหวัง

            นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะเนี่ย! 

           

            วิญญาณไม่ง่วง และไม่หลับ ราเชนจึงได้ใช้เวลาช่วงต้นการเดินทาง คิดสะระตะว่าเพราะอะไร? ทำไม? ใคร? ทำไปแล้วจะได้อะไร? รู้จักเขาได้ยังไง? และอีกสารพัดสารพันที่ทำเอาหัวแทบระเบิด พอเหนื่อยที่จะคิด ก็ปล่อยให้หูรับเสียงของดาวเหนือและก้องเกียรติที่คุยกันตลอดทาง ที่มายังบ้านพักตากอากาศริมทะเลแห่งนี้เข้ามาในโสตการรับรู้ หลายเรื่องชายหนุ่มไม่ได้สนใจ แต่เรื่องที่มีการพูดถึงตัวเองนั้นสามารถทำให้เชนหูผึ่งได้แม้สายตาจะมองไปนอกรถตลอดเวลาก็ตาม ดูเหมือนว่าดาวเหนือจะรู้แล้วว่าเชนเป็นใคร แต่เวลาเจอหน้ากันก็แกล้งทำเป็นไม่รู้เบื้องหลัง มันทำให้เชนอดสงสัยไม่ได้ว่า นอกจากดาวเหนือแล้ว ยังมีใครอื่นที่ก้องเอาความลับนี้ไปบอกอีกไหม แต่อีกด้านก็รู้สึกโกรธๆ ที่อีกฝ่ายไม่รักษาสัญญาว่าจะไม่บอกใคร อยากจะหลอกให้ตกใจนัก วิญญาณมือใหม่ยังหลอกใครไม่เป็นเนี่ยสิ...เฮ้อ...

            บ้านพักตากอากาศที่ทำจากไม้สีขาวหลังค่อนข้างใหญ่มีสองชั้น ล้อมรอบด้วยไม้พุ่มดอก ระเบียงห้องนอนและห้องนั่งเล่นหันไปทางทะเล เลยออกไปคือชายหาดสีครีม และผืนน้ำสีฟ้าเขียวที่ส่องประกายกระยิบระยับยามต้องแสงแดด ก้องกับดาวเหนือลงจากรถ ขนของเข้าบ้าน ส่วนเชนก็ลอยทะลุออกมาจากรถ แล้วเดินเข้าบ้านตามไปเช่นกัน ชายหนุ่มเดินสำรวจบ้านไปทั่วระหว่างที่เหล่ามนุษย์ผู้มีกายเนื้อทำกิจกรรมของตัวเองไป พอไม่มีอะไรทำ เชนก็แค่ลอยตัวไปเกือบติดเพดานแล้วมองดูคนอื่นๆ จากด้านบนแทน

            เป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว ยีนส์กับลาล่าเตรียมพวกเตาปิ้ง เนื้อ หมู หมึกและอื่นๆ สำหรับของปิ้งย่าง ทั้งสองนำออกไปตั้งที่ชายหาด เชียรกับธรรมนำเก้าอี้ชายหาดและร่มออกไปกาง พอทุกอย่างเสร็จสรรพเรียบร้อย ทั้งหมดยกเว้นยีนส์ที่ดูแลเรื่องอาหาร ก็ตรงดิ่งลงไปเล่นน้ำทะเลกันอย่างสนุกสนาน ราเชนมองออกมาจากห้องนั่งเล่น  

          ...ขึ้นไปสำรวจห้องคนอื่นๆ ดีไหม แต่แบบนั้นมันเสียมารยาทนี่นา ไม่...ตอนนี้เราเป็นวิญญาณแล้วนะ เขาไม่ถือวิญญาณหรอกน่ะ อันที่จริงเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราอยู่ที่นี่ งั้นจะขึ้นไปงั้นเหรอ ไปสอดส่องของคนอื่นเนี่ยนะ เป็นพวกโรคจิตหรือไง... ราเชนเลิกคิดไปพักหนึ่ง ...ใช่ ก็โรคจิตไง ฆาตกรโรคจิตน่ะ... เออ เอาเถอะ จะจิตแบบไหนแต่ตอนนี้ไม่มีใครเห็นตัวแล้วนี่ อยากขึ้นไปก็ขึ้นไปสิ เชนกัดริมฝีปากล่างแน่น คิ้วมุ่นเข้าหากัน ต่อให้เป็นวิญญาณแต่การเข้าห้องคนอื่นมันก็...มันก็เสียมารยาทอยู่ดีอ่ะ ถึงจะคิดแบบนั้น แต่สุดท้ายก็ขึ้นไปสอดส่องห้องนอนชาวบ้านเขาจนได้

            ห้องของยีนส์กับลาล่าไม่มีอะไรมาก มีแค่เฟอร์นิเจอร์ที่มีติดห้องอยู่แล้ว กับในตู้เสื้อผ้าที่มีเสื้อผ้าของทั้งสอง ห้องของเชียรกับธรรมเองก็เช่นกัน แต่นอกจากกระเป๋าเสื้อผ้าแล้วเหมือนจะมีกระเป๋าเครื่องมืออะไรอยู่ด้วย ส่วนห้องของก้องกับดาวเหนือนั้น มีกระเป๋าเครื่องมือเยอะกว่าห้องของเชียรกับธรรมเสียอีก

            ปัญหาคือวิญญาณไม่สามารถสัมผัสอะไรได้ เชนจึงทำได้แค่เอามือโบกทะลุผ่านกระเป๋าอย่างสนใจใคร่รู้เท่านั้น แต่นอกจากกระเป๋าเครื่องมือสีดำๆ แล้ว บนโต๊ะหัวเตียงก็ยังมีสมุดเล่มหนึ่ง หน้าตาเหมือนสมุดเสก็ตวางอย่างสงบนิ่งอยู่บนนั้น และเชนก็ทำได้แค่มองเหมือนเดิม เป็นวิญญาณเนี่ย...มันน่าเบื่อขนาดนี้เชียวเหรอ ชายหนุ่มลองรวบรวมสมาธิ เพ่งกระแสจิตไปยังสมุดเหมือนที่เคยเห็นในหนังเขาทำกัน ยิ่งเพ่งก็ยิ่งเครียด หัวคิ้วพันกันเป็นปมยุ่งเหยิง ปากเม้มเป็นเส้นตรง มือเผลอกำหมัดแน่นทั้งสองข้าง

            ตึก ตึก ตึก ตึก เสียงเหมือนมีคนวิ่งดังขึ้นจากนอกห้อง เชนหันขวับไปทันที แล้วรีบโผล่หัวทะลุผนังออกไปดู หันซ้ายไม่เจอ หันขวาเห็นหลังไวๆ ผ่านไปแวบๆ หายวับไปกับตา

            “...เอาล่ะสิ...” วิญญาณหนุ่มพูดกับตัวเองเบาๆ

 

            พอถึงตอนเย็น เชนก็ออกไปเดินเล่นบนชายหาด นานแค่ไหนไม่ได้ใส่ใจจนกระทั่งท้องฟ้าเป็นสีดำสนิท มีดวงดาวประปรายบ้างเล็กน้อย พอเห็นว่าไฟในบ้านพักเริ่มดับไปหมดแล้ว ราเชนจึงลอยกลับเข้าไป ชายหนุ่มไปเยี่ยมเยียนสองสามีภรรยาที่นอนก่ายกันอยู่แล้วคุยกันเบาๆ ถึงอนาคตเกี่ยวกับเด็กสักคน ได้ยินแบบนั้นชายหนุ่มก็เผลอยกมือขึ้นแตะจี้ที่สร้อยคอ เชนแปลกใจนิดหน่อยที่ยังรู้สึกได้ถึงของแข็งที่ปลายนิ้ว เขาเดินทะลุห้องของยีนส์กับลาล่าออกมาตอนที่ทั้งคู่คุยกันถึงเรื่องตั้งชื่อลูก ที่ห้องของเชียรกับธรรมนั้น ทั้งคู่นั่งปรึกษาอะไรกันอยู่เบาๆ ศัพท์ทางเทคนิคปลิวว่อนเต็มไปหมดเชนรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่เหมือนพวกเขาจะพูดถึงกลไกหรือฟังค์ชั่นอะไรบางอย่างในสิ่งที่เรียกว่า ชุด

            ห้องสุดท้ายที่เชนเข้ามาดู คู่รักอีกคู่ที่หวานกันเหลือเกินตลอดการเดินทางมา ทั้งคู่นั่งอยู่บนเตียง ดาวเหนือที่เปลือยท่อนบนนั่งค้อมหลังหน่อยๆ ส่วนก้องเหมือนกำลังนวดหลังให้อีกฝ่ายอยู่

            “สักมาเหรอ” ก้องเอ่ยขึ้น ด้วยความสนใจ เชนจึงอ้อมเตียงไปดูด้วย รอยสักกลางแผ่นหลังเป็นรูปดาวเหนือที่ใช้บอกทิศบนแผนที่ ลอยอยู่เหนือสมอเรือที่มีเชือกพันไปมา กินพื้นที่แทบจะทั้งหลังของชายหนุ่มผิวเข้มคนนี้

            “อืม...” ดาวเหนือตอบเบาๆ ก้องไม่ได้พูดอะไรอีก เชนกำลังอึ้งเล็กน้อยขณะกวาดสายตามองแผลเป็นบนแผ่นหลังของอีกฝ่าย ทว่าไม่ได้มีแค่ดาวเหนือที่ร่างกายเต็มไปด้วยแผลเป็น ก้องซึ่งเปลือยท่อนบนเช่นกัน ก็มีแผลเป็นเป็นเครื่องประดับไม่น้อยหน้าคนรักเลย แล้วก้องก็ลุกจากเตียงไปนั่งที่เก้าอี้ติดหน้าต่าง หยิบกล่องเล็กๆ สีเงินที่วางอยู่บนโต๊ะเตี้ยข้างๆ ขึ้นมาพลิกเล่น

            “หมอนั่นหายไปไหนนะ โทรไปกี่สายๆ ก็ไม่รับ” ชายหนุ่มพึมพำเบาๆ เชนอยากจะบอกเหลือเกินว่าเบื่อจะฟังแล้ว เพราะช่วงแรกๆ ที่กลับขึ้นรถก้องก็เอาแต่เดาว่าเขาหายไปไหน ส่วนดาวเหนือก็ไม่ได้ตอบอะไรอีก นอกจากเหยียดกายลงนอนบนฟูกท่าทางเหน็ดเหนื่อย

            “เขากลับมาเมื่อไหร่เราก็รู้เองแหละครับ” อีกฝ่ายพูดเสียงง่วงๆ

            “หลับไปเลยไป” ก้องพูดเบาๆ แบบไม่ใส่ใจ ก่อนจะนั่งเหยียดตัวบนเก้าอี้พลางหลับตาท่าทางเหนื่อยๆ เหมือนกัน ส่วนวิญญาณเชนก็เข้าไปสำรวจกล่องเล็กๆ สีเงินนั่นอย่างสนอกสนใจ แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็ไม่อาจะแตะต้องมันได้เลย ในที่สุดเชนก็ตัดสินใจจะปล่อยให้มนุษย์ผู้มีร่างเนื้อสองคนได้พักผ่อนเสียที

            “หวังว่าจะยังไม่ตายนะ” ก้องพึมพำเบาๆ โดยที่ยังหลับตาอยู่ ทำเอาเท้าของชายหนุ่มชะงัก เชนยิ้มแล้วส่ายหน้าก่อนจะเดินออกจากห้องไป

            ...เชนก็ไม่ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าตัวเองตายแล้วหรือยัง...

โปรดติดตามตอนต่อไป

---------------------------------------------------------------------------------------

ชะตาชีวิตของผู้ที่ถูกลิขิตให้เป็นวิญญาณ ในอีกสี่วันจะเป็นเช่นไรต่อไป โปรดติดตาม....

Comment

Comment:

Tweet